Deliconscious - อร่อยอย่างมีสติ

Deliconscious - อร่อยอย่างมีสติ กินให้อร่อยอย่าง 'มีสติ' และ 'รู้คุณค่า เพื่อสุขภาพที่ดี และดูแลโลกของเราไปด้วยกัน :) Know what you eat & Make your food consciously delicious!

Isn't it great if you can cook a delicious healthy meal while knowing that it's also good for other people and environment ? :)

The aim of 'deliconscious' is to share healthy plant-based recipes and health tips for anyone, who is interested in improving health with natural nutrition and having sustainable living. You can eat deliciously while being conscious about what you are eating and what you

can do to make less food waste. Vegetarian & Vegan Friendly :-)

Eat fresh - local - non chemicals - unprocessed - plant based !

09/04/2026

🌏🥐 ได้เป็นนักกินกู้โลก กินขนมเมนูที่ทำจากขนมปังส่วนเกินแปลงเป็นเมนูเจลาโจ้สุดอร่อยตาลุกวาว 👀✨ ในงาน Rescue and Eat ที่จัดโดยพี่แพร ที่เล่าถึงปัญหาขยะอาหารได้อย่างสร้างสรรค์ เพราะเราทุกคนได้ประสบการณ์ความอร่อยไปด้วย อันนี้เป็นเพียงแค่น้ำจิ้ม รอบหน้าพี่แพรและทีมจะทำเมนูจากอาหารส่วนเกินแบบไหนอีก อยากให้ไปลองกันนะ! ชอบมากถูกใจคนชอบกิน 😋

“เมื่อเราเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้มีความรู้และเป็นใหญ่เป็นโต แม่ก็อยากให้ลูกๆเข้าใจถึงความหลากหลาย ได้เป็นกระบอกเสียง ...
14/07/2025

“เมื่อเราเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้มีความรู้และเป็นใหญ่เป็นโต แม่ก็อยากให้ลูกๆเข้าใจถึงความหลากหลาย ได้เป็นกระบอกเสียง เล่าถึงความจริงให้เห็นถึงความยุติธรรมว่า ชาวกะเหรี่ยงรักป่าและไม่ได้ทำลายป่า เรามีพื้นที่ทำกินที่อยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพาอาศัยกัน”

คำพูดของแม่ลัดดาในบทสนทนาตอนนั่งอยู่ในครัวด้วยกันหลังอาหารเย็นกันคนสองคน เป็นการพูดถึงครั้งที่มีนักศึกษาขึ้นมาที่บ้านห้วยหินดำ หมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงโผล่ว จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อมาศึกษาข้อมูลชุมชนแต่ไม่มีงบมากพอที่จะมาอยู่หลายวัน แม่ลัดดาจึงสนับสนุนที่พักและอาหารให้ เพราะแม่ลัดดามีความหวังกับเด็กๆที่เป็นเหมือนอนาคตของชาติเสมอ และเชื่อว่าคนเหล่านี้สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ไม่มากก็น้อย

ระหว่างที่ฟังแม่ลัดดาไป ตัวเราเองก็รู้สึกว่าเราเองก็เป็นหนึ่งในคนเมืองที่มีโอกาสมาพื้นที่ตรงนี้เหมือนกัน ยิ่งได้รู้อย่างนี้แล้ว เราจึงตั้งใจที่จะเล่าเรื่องเกี่ยวกับวิถีชีวิตบ้านห้วยหินดำที่ชาวบ้านอยู่กับป่า ผลิตแหล่งอาหารของตัวเองในป่า และปกป้องรักษาผืนป่าที่เป็นเหมือน ‘แม่’ ของพวกเขาให้ทุกคนได้รู้จัก และเข้าใจกัน

เข้าเรื่องเลยว่า เราในฐานะคนเมืองคนนึงที่สนใจเรื่องอาหาร การกินและสิ่งแวดล้อม เราได้รู้จักกับหลักการของ Regenerative Agriculture หรือระบบเกษตรกรรมฟื้นฟูที่ช่วงหลายปีมานี้เป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางทั่วโลก แทบจะทุกบริษัทอาหารข้ามชาติใหญ่ๆต้องหันมาสนใจเรื่องนี้เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับห่วงโซ่อุปทานอาหารในธุรกิจตัวเอง และเพื่อรับมือกับสภาพความแปรปรวนของภูมิอากาศ และการเสื่อมถอยของทรัพยากรธรรมชาติในปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนว่าเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหารของผู้คนในภาพรวม แต่เมื่อเราได้มาอยู่ที่บ้านห้วยหินดำตลอด 3 วัน แล้วได้ทำความเข้าใจหลักการทำ ‘ไร่หมุนเวียน’ ของชาวกะเหรี่ยงที่สืบต่อกันกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษหลายร้อยปีร่วมกับการหาข้อมูลอ่านเพิ่มเติม แท้จริงแล้วเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของภูมิปัญญาท้องถิ่นในการสร้างรากฐานของหลักการ Regenerative Agriculture ที่ปัจจุบันพูดถึงนั่นเอง เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่เพื่อรักษาโลกและธรรมชาติ ย่อมมีการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นจากคนที่อาศัยร่วมกับธรรมชาติมาเป็นเวลานานมาประยุกต์ให้เข้ากับบริบทปัจจุบันนั่นเอง จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมในหลายแห่งทั่วโลกจึงต้องนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ควบคู่กับภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อดูแลธรรมชาติ และสิ่งมีชีวิตให้อยู่ร่วมกันต่อไปได้ ฟื้นฟู และลดผลกระทบเชิงลบให้เหลือน้อยที่สุด

แต่ทำไม Regenerative Agriculture ถึงฟังดูน่าตื่นตาตื่นใจ แต่การทำไร่หมุนเวียนโดยชาวกะเหรี่ยงจึงถูกมองและถูกเข้าใจผิดว่าเป็นการบุกรุก ตัดต้นไม้ ทำลายป่า? แล้วความจริงคืออะไร?

ย้อนไปมากกว่า 200 ปีที่แล้วในวันที่ชาวกะเหรี่ยงตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยในป่าที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ การทำการเกษตรในพื้นที่ป่าเป็นทางเลือกเดียวที่พวกเขาจะผลิตแหล่งอาหารของตัวเองได้ ชาวกะเหรี่ยงรักป่ามาก และมีความเชื่อว่าทุกสรรพสิ่งในธรรมชาติล้วนมีเจ้าของ และมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง การจะนำป่ามาเป็นพื้นที่ทำกินนั้น ชาวกะเหรี่ยงจะขออนุญาตเจ้าป่าเจ้าเขาก่อนเสมอ และทำการเกษตรบนหลักที่ว่าจะไม่เป็นการทำลายป่าอันเป็นสถานที่ ที่มอบชีวิตให้พวกเขา ไม่เบียดเบียนสรรพสัตว์อื่นๆ บรรพบุรุษจึงมีการเล่าขานออกอุบายสืบต่อกันมาด้วยความเชื่อเพื่อปกป้องป่าจากการทำไร่ที่ผิดวิธี เช่น การห้ามไม่ให้ทำไร่แถวตาน้ำเพราะจะทำให้ผลผลิตเสียหาย ไม่ให้ทำไร่บนยอดเขาเพราะจะเจอสิ่งไม่ดีหรืออาถรรพ์ เป็นต้น และก่อนที่จะมีการทำไร่นั้น ชาวกะเหรี่ยงจะขออนุญาตเจ้าป่าเข้าเขาโดยการทำพิธีเสี่ยงทายว่าสามารถจับจองพื้นที่ป่าผืนเล็กๆนี้ทำการเพาะปลูกเพื่อดำรงชีพได้หรือไม่

แต่ส่วนที่ทำให้เกิดการเข้าใจผิดรุนแรงคือ การที่ชาวบ้านจำต้องตัดต้นไม้ แล้วเผาไร่เพื่อเตรียมพื้นที่ทำกิน พอเราได้ไปเห็นกระบวนการจริงส่วนนี้ เราได้เห็นแล้วว่าการตัดต้นไม้ของชาวกะเหรี่ยงไม่ได้ตัดไปจนสิ้น หรือตัดจนต้นไม้เดิมนั้นไม่สามารถฟื้นฟูได้ เพียงแต่ตัดไปเพื่อลดทอนการแย่งอาหารในดินจากต้นไม้เดิมที่จะรบกวนพืชผลที่พวกเขากำลังจะปลูก ส่วนการเผาไร่หลังจากตัดต้นไม้นั้นเป็นการเคลียร์พื้นที่ เคลียร์หญ้าเพื้อเตรียมพร้อมสำหรับการเพาะปลูก แต่ไม่มีการไถกลบ ทำลายหน้าดินดั้งเดิมแต่อย่างใด หนำซ้ำขี้เถ้ายังกลายเป็นปุ๋ยชั้นดีเพื่อช่วยให้ผลผลิตงอกงาม และฟื้นฟูต้นไม้เดิมอีกด้วย มากไปกว่านั้นชาวกะเหรี่ยงรู้ขอบเขตของพื้นที่ทำกินตนเองดี พวกเขาจึงป้องกันป่าด้วยการทำแนวกันไฟก่อนเริ่มกระบวนการข้างต้นอีกด้วย

พืชผลที่ชาวกะเหรี่ยงปลูกนั้นส่วนใหญ่จะเป็นพันธุ์พืชท้องถิ่น โดยเฉพาะข้าวดอยไร่ ที่ชาวบ้านเก็บเมล็ดพันธุ์ส่งต่อให้คนรุ่นหลังมากกว่า 10 สายพันธุ์ ในไร่นอกจากปลูกข้าวแล้วจะมีการปลูกพืชอื่นๆให้พอกินตลอดปี โดยการเพาะปลูกของชาวกะเหรี่ยงจะเป็นการเริ่มปลูกเมื่อฝนตกลงมาตามฤดูกาล ให้ข้าวและพืชผลเติบโตตามธรรมชาติ เมื่อครบหนึ่งปีของการใช้พื้นที่ทำกิน ชาวบ้านจะทำการ ‘พักแปลง’ ไว้เป็นเวลา 6 ปีหรือมากกว่านั้นโดยที่ไม่เข้าไปแตะต้องเลยเพื่อให้ป่าได้กลับมาฟื้นฟูตามเดิม และที่น่าสนใจคือ ต้นไม้ที่เคยถูกตัดไปกลับงอกงามขึ้นมาใหม่โดยมีการแตกหน่อกิ่งก้านสาขาเพิ่มเติมอย่างแข็งแรงด้วย ภูเขาที่ชาวกะเหรี่ยงอยู่จริงนั้นไม่มีทางที่จะเป็นเขาหัวโล้น แต่ว่าจะมีร่องรอยการใช้พื้นที่ป่าทำกิน การอยู่ร่วมกันกับป่าตามกาลเวลา และการฟื้นฟูของธรรมชาติ

แม้ว่าทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปได้ดี แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นคือชาวบ้านห้วยหินดำต้องออกมาต่อสู้เพื่อที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัยมานาน เนื่องจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของพวกเขาไม่ได้ถูกทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งโดยหน่วยงานภาครัฐ ที่ขีดเส้นพื้นที่ทับอาณาเขตที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของชาวบ้านห้วยหินดำให้กลายเป็นพื้นที่อนุรักษ์เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว เพราะเมื่อพวกเขามองสภาพป่าด้วยภาพถ่ายมุมสูง พวกเขาไม่ได้เห็นร่องรอยการทำไร่หมุนเวียน และพื้นที่ไร่ที่กำลังพักฟื้นอยู่ก็ดูจะสมบูรณ์ราวกับป่าในสภาวะปกติ การขีดเส้นเช่นนี้ทำให้ชาวบ้านจากที่เคยเป็นผู้อยู่ร่วมกับป่า กลายเป็นผู้บุกรุกไปในทันที นอกเหนือจากนี้ทางภาครัฐยังทำการจัดระเบียบพื้นที่โดยการเสนอพื้นที่เฉพาะเจาะจงให้ชาวบ้านทำกินเป็นการชั่วคราวเพียง 20 ปีต่อครัวเรือน ซึ่งปัญหาที่ตามมาที่แม่ลัดดาและชาวห้วยหินดำกังวลอยู่นั้นไม่ใช่มีเพียงแค่เรื่องการสูญเสียที่ดินทำกิน แต่การที่ถูกบังคับให้ใช้พื้นที่ผืนเดิมซ้ำๆในการเพาะปลูกก็ไม่ต่างอะไรกับการเพาะปลูกในเชิงอุตสาหกรรม ที่พอมีการใช้ทรัพยากรดินซ้ำๆโดยไม่มีการให้ธรรมชาติพักฟื้น แร่ธาตุและความสมบูรณ์ของดินก็จะเสื่อมถอยลงไป จนไม่สามารถให้ผลผลิตที่ดีได้ แล้วท้ายที่สุดชาวบ้านอาจจะต้องหันไปพึ่งปุ๋ยเคมี ยากำจัดศัตรูพืช ที่เป็นการทำลายระบบนิเวศน์ในระยะยาว จนท้ายที่สุดแล้วหากพื้นที่ตรงนั้นใช้ไม่ได้อีกก็อาจจะถูกปล่อยทิ้งไว้ให้เป็นที่เสื่อมโทรมที่ไม่สามารถฟื้นคืนเป็นป่าดังเดิมได้ และชุมชนดั้งเดิมจะเสียพื้นที่ทำกิน รวมไปถึงภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาอาจหายไป

สิ่งเหล่านี้จึงย้อนกลับมาที่คำถามที่ว่า ถ้าเราต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงระบบอาหารโดยรณรงค์ให้ใช้หลักการ Regenerative Agriculture บนพื้นที่เกษตรกรรมในระดับอุตสหกรรมที่แก้ไขยาก เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างความมั่นคงทางอาหาร แล้วการที่วิถีภูมิปัญญาดั้งเดิมที่เป็นส่วนหนึ่งของรากฐานแนวคิดใหม่นี้อยู่แล้ว ถูกบีบบังคับให้ยุติลงเพราะมองว่าเป็นการทำลาย เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือเปล่า หรือทุกภาคส่วนไม่มีการทำงานร่วมกันเพื่อทำความเข้าใจกันมากพอ หรือเพราะระบบใหม่ๆหลงลืมไปว่าคนในชุมชนก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศน์อันสมบูรณ์มาช้านาน

ความมั่นคงทางอาหารที่เราต้องการให้เป็นคือรูปแบบใดกันแน่ แล้วผลกระทบที่เกิดจากชาวบ้านกลุ่มเล็กๆไม่กี่ร้อยคน จะเทียบกับผลกระทบจากกระบวนการในอุตสหกรรรมอาหารขนาดใหญ่ได้อย่างไร

อยากชวนคนเมืองที่เป็นผู้บริโภคอย่างเราๆมาขบคิดร่วมกัน

#หลากหลายคืองดงาม #เสียงชาติพันธุ์ #เราทุกคนล้วนเป็นชาติพันธุ์ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร - SAC Hear & Found

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Deliconscious - อร่อยอย่างมีสติผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Deliconscious - อร่อยอย่างมีสติ:

แชร์

Our story

Isn't it great if you can cook or choose to consume a delicious healthy meal while knowing that it's also good for other people and environment ? :) The aim of 'DELICONSCIOUS' (delicious + conscious) is to share healthy plant-based recipes and health tips for anyone, who is interested in improving health with natural nutrition and having sustainable living. You can eat deliciously while being conscious about what you are eating and what you can do to make less food waste. Vegetarian & Vegan Friendly :-) Eat fresh - local - non chemicals - unprocessed - plant based - less food waste !