20/06/2026
เมื่อ 14 ปีก่อน ตอนนั้นยังทำงานประจำอยู่ในบริษัทโฆษณา
เป็นช่วงปลาย ๆ ของยุคที่วงการยังดูเท่ ครีเอทีฟใส่เสื้อคอเต่า เดินถือกาแฟ พูดเรื่องไอเดียกันทั้งวัน
แต่ข้างในตัวเองกลับเป็นอีกเรื่อง
ทุกอย่างภายนอกดูดี งานดี รายได้ดี ชีวิตก็ดูเหมือนกำลังไปได้สวย แล้วอยู่ๆก็พบว่า ความรู้สึกยินดีกับสิ่งรอบตัว มันค่อย ๆ หายไป
แล้วงานปักผ้าก็เข้ามาอยู่ในมือ
เป็นสิ่งที่แทบหาจุดเชื่อมโยงกับอาชีพโปรดิวเซอร์ในแผนกโปรดักชั่นไม่ได้
แต่กลับเชื่อมกันอย่างประหลาด
วันธรรมดาทำงานโฆษณา
วันหยุดสอนปักผ้า ที่กลายเป็นอาชีพอดิเรก ที่ช่วยพยุงจิตใจเอาไว้
ด้วยความที่มาจากสายงานสร้างสรรค์
เราคุ้นกับการคิดอะไรนอกกรอบ
พอมาจับงานปัก ก็เลยอยากหลุดจากขนบ ไม่ค่อยปักทึบถมเต็มแบบทั่วไป
สมัยนั้นยังไม่มีตัวอย่างให้เปิดดูมากมายเหมือนทุกวันนี้ เราก็แค่ลองไปเรื่อย
นึกอะไรออกก็ใส่ลงไป
ปักธรรมดา ปักสามมิติ ตัดผ้า ปะผ้า ถัก สาน ผสมทุกอย่างให้อยู่ในชิ้นเดียวกัน
ภาษาโฆษณาเรียกสิ่งนี้ว่า Mix Media
ตอนนั้นไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าจะเอาไปสอนได้ไหม คนอื่นจะทำตามได้หรือเปล่า หรือจะมีใครอยากมาเรียนด้วยไหม
เพราะเรามีงานหลักอยู่แล้ว
ทำเพราะสนุกล้วน ๆ
พองานที่ออกมาเป็นอะไรใหม่ ๆ
ยังไม่มีใครไหนทำ ก็เริ่มมีคนสนใจ
ยุคนั้นแค่งานปักธรรมดายังหาคนปักยาก Workshop ก็มีน้อยมาก คำว่า Slow Life ยังเป็นเรื่องใหม่
แต่คลาสปักผ้ากลับเต็มแทบทุกครั้ง
ทุกวันนี้ยังนึกไม่ออกเหมือนกัน ว่าตอนนั้นเอาแรงมาจากไหน บางศุกร์เลิกงานเช้า วันเสาร์ไปสอนปักผ้าต่อ
เหมือนพอได้ทำสิ่งที่ชอบ ร่างกายมันมีพลังสำรองซ่อนอยู่
มองย้อนกลับไป
ชอบงานของตัวเองในยุคนั้น
มันสด มันกล้า ไม่ค่อยมีข้อจำกัด
พอออกจากงานมาสอนปักผ้าเต็มตัว
ทุกอย่างก็ค่อยๆ เปลี่ยน
ต้องคิดถึงคนเริ่มต้นมากขึ้น
ต้องทำให้เข้าใจง่ายขึ้น ทำตามได้ไม่ซับซ้อนนัก
ความเป็นครู ค่อย ๆ เข้ามาแทนที่
ความเป็นคนทดลอง
หลายปีที่ผ่านมา มีคนเรียนพื้นฐานไป
กลับมาถามว่า
"ครูคะ แล้วต่อจากนี้เรียนอะไรต่อ"
ฟังแล้วย้อนกลับมาคิดถึงตัวเองในวันเก่า ๆอาจไม่ใช่คอร์สขั้นสูง
แต่เป็นพื้นที่สำหรับการลองผิดลองถูก
พื้นที่ที่เคยทำอะไรโดยไม่ต้องคิดว่าจะขายได้ไหม สอนได้ไหม หรือจะมีคนเข้าใจหรือเปล่า
พื้นที่ที่ให้เราตื่นเต้นกับงาน
คงถึงเวลาแล้ว ที่จะกลับไปหยิบความสนุกแบบนั้นออกมาอีกครั้ง ด้วยการสอนคนอื่น
#ครูอ๋ายสอนปักผ้า