บ้านศิลป์สยาม เกาะเกร็ด

บ้านศิลป์สยาม เกาะเกร็ด ศิลป์สยามศูนย์เรียนรู้วัฒนธรรมเกาะเกร็ด วัดเสาธงทอง

29/07/2026

"ภาษาไทย" 📜🖌️ วัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ที่น่าภาคภูมิใจของไทยและเป็นสมบัติชาติที่สืบต่อมาแต่บรรพชน โดยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช บูรพกษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัย ได้ทรงประดิษฐ์คิดค้นอักษรไทย เมื่อพุทธศักราช ๑๘๒๖ ดังปรากฏหลักฐานในจารึกพ่อขุนรามคำแหงหรือศิลาจารึกหลักที่ ๑ มรดกล้ำค่าของชาติ

ต่อมา เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๐๕ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปทรงร่วมอภิปรายปัญหาการใช้คำไทยกับผู้ทรงคุณวุฒิทางภาษาไทยของชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถ ความสนพระราชหฤทัย และความห่วงใยในภาษาไทย ด้วยเหตุนี้ เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๒ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติกำหนดให้วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ของทุกปี เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยพระองค์ทรงเน้นย้ำให้คนไทยมีความภาคภูมิใจในภาษาของชาติ และใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้องเหมาะสมทั้งในการพูดและการเขียน ด้วยทรงตระหนักว่าภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติและเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าที่สะท้อนอัตลักษณ์ ความคิด ภูมิปัญญา และวิถีชีวิตของคนไทย

28/07/2026

เหตุแห่งอานามสยามยุทธ์

“ฉันไม่ประสงค์จะได้อะไรจากเขมร นอกจากเกียรติยศชื่อเสียงที่จะมีสืบไปในภายภาคหน้า ว่าได้กอบกู้ชาติเขมรไว้ ไม่ให้พระบวรพุทธศาสนาในเขมรต้องเป็นอันเสื่อมสลายไป”

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รับสั่งกับนักองค์ด้วง(ขณะที่ทรงพำนักอยู่ในสยาม)เมื่อ พ.ศ. 2383

ขณะนั้นอยู่ในช่วงสงครามระหว่างสยามกับญวนเพื่อชิงความเป็นใหญ่ในเขมร อันเป็นดินแดนกั้นกลางระหว่างไทยกับญวน ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในปี 2376

หลังจากที่เวียดนามสนับสนุนการก่อกบฏของเจ้าอนุวงศ์ใน พ.ศ. 2367 – 2368 รวมทั้งนโยบายของจักรพรรดิมิญมางที่ต้องการรวมกัมพูชาเป็นส่วนหนึ่งของเวียดนามอย่างเปิดเผย ทำให้ความขัดแย้งระหว่างสยามกับเวียดนามรุนแรงขึ้น เมื่อเกิดกบฏต่อต้านราชสำนักเว้ในกัมพูชา รัชกาลที่ 3 จึงทรงตัดสินพระทัยส่งทหารเข้าไปในกัมพูชาเพื่อสนับสนุนฝ่ายกบฏ

ในช่วงแรก สยามเป็นฝ่ายได้เปรียบในการรบจนเวียดนามต้องนำนักองค์จันทร์หนีไปเวียดนาม แต่ในช่วงท้าย การประสานระหว่างทัพบกและทัพเรือไม่ดี จึงยึดชายฝั่งเวียดนามตามแผนไม่ได้ รวมทั้งกองทัพเรือของเวียดนามก็ตีโต้แข็งแรง รวมทั้งชาวกัมพูชาไม่สนับสนุนนักองค์อิ่มและนักองค์ด้วง พระอนุชาของนักองค์จันทร์เท่าที่ควร ฝ่ายไทยจึงถอยทัพกลับใน พ.ศ. 2367 เวียดนามจึงนำนักองค์จันทร์ ซึ่งฝักใฝ่ญวณ กลับมาครองกัมพูชาอีก และควบคุมกัมพูชาอย่างเข้มงวดกว่าเดิม

หลังจากนักองค์จันทร์ เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2377 ในขณะนั้นไม่มีรัชทายาทสืบราชบัลลังก์เขมร เนื่องจากพระเจ้าอยู่หัวไม่มีพระราชโอรสแต่มีพระราชธิดา 4 พระองค์ได้แก่ พระองค์หญิงแบน, พระองค์หญิงมี, พระองค์หญิงโพธิ์และพระองค์หญิงสงวนถึงแม้ว่าพระอนุชาของนักองค์จันยังทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ซึ่งได้แก่ นักองค์อิ่มและนักองค์ด้วง ทำการอ้างสิทธิในราชบัลลังก์แต่ทั้งสองพระองค์กระทำการไม่สำเร็จเนื่องจากเวียดนามซึ่งยึดครองกัมพูชาในขณะนั้นไม่ยอมรับทั้งสองพระองค์

ในทางกลับกันองค์พระจักรพรรดิเวียดนามและขุนนางกัมพูชาได้ต้องการที่จะสถาปนาพระองค์หญิงแบน พระราชธิดาพระองค์โตในนักองค์จันขึ้นเป็นพระประมุข แต่พระนางทรงไม่ได้รับเลือกอันเนื่องมาจากทรงนิยมเข้าข้างฝ่ายไทย ทรงเกลียดชังเวียดนามอย่างมากและทรงปฏิเสธที่จะอภิเษกสมรสกับพระราชโอรสขององค์จักรพรรดิ ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2378 นักองค์มี หรือ พระองค์หญิงมี พระขนิษฐาในพระองค์หญิงแบน ได้รับการสถาปนาให้เป็นพระเจ้ากรุงกัมพูชา พระภคินีทั้งสามพระองค์ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระประมุขรอง

ประชาชนชาวกัมพูชาไม่คุ้นเคยกับประเพณีที่ปกครองโดยสตรีและสิ้นหวังจากการ "ทำให้เป็นเวียดนาม" (Vietnamization) นโยบายนี้ถอนรากถอนโคนรากเหง้าทางวัฒนธรรมของกัมพูชา ซึ่งเป็นของไม่มีอารยะในทัศนะของเวียดนาม ตลอดจนชีวิตของคนทุกระดับตั้งแต่พระเจ้าแผ่นดินลงไปถึงประชาชน บรรดาศักดิ์ตั้งเป็นภาษาเวียดนาม ชาวกัมพูชาต้องแต่งกายแบบเวียดนาม ไว้ผมยาว เลิกเปิบข้าวด้วยมือ ในสังคมภายนอก สตรีทุกคนถูกสั่งให้สวมกางเกงแทนที่ผ้านุ่งแบบเขมรและให้ไว้ผมยาวตามแบบเวียดนาม ตลาดขายเฉพาะอาหารเวียดนาม ระบำหลวงของกัมพูชาได้ถูกปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมเวียดนามและจีน เวียดนามเรียกว่า ""ภารกิจแห่งความศรีวิไล"

วัดในลักษณะอัตลักษณ์แบบเขมรถูกกำจัดจนหมดสิ้น แทนที่ด้วยชื่อแบบเวียดนาม พื้นที่รอบกรุงพนมเปญได้เปลี่ยนชื่อจาก อันนาม เป็น ตราน เตย์(Tran Tay) แปลว่า "เขตอำนาจทางตะวันตก" พงศาวดารกัมพูชาบันทึกเหตุการณ์ช่วงนี้ว่า "...มัน (เวียดนาม) คืดจะยึดเอาพระนครประเทศเขมรทั้งหมดให้อยู่ในกำมือของมัน" ชาวเขมรซึ่งสนับสนุนสยามพยายามขอความช่วยหรือจากสยามให้สถาปนาพระประมุขซึ่งเป็นบุรุษคือ นักองค์ด้วง

เวียดนามได้ส่งทหารควบคุมพระองค์หญิงทั้งสี่ สมเด็จพระมหาราชินีองค์มีทรงมีทหารติดตามถึง 100 นายเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของพระนาง ส่วนพระองค์หญิงอีกสามพระองค์มีทหารติดตาม 30 นาย เกี่ยวกับความปลอดภัยของพระองค์อย่างเห็นได้ชัด ทหารต้องแน่นอนว่าจะไม่ปล่อยให้พวกพระนางทรงหลบหนีไปได้

พระองค์หญิงแบน พระเชษฐภคินีของพระมหาราชินีองค์มีทรงประสบกับพระชะตาที่เหมือนกัน หลังจากทางการเวียดนามตรวจพบว่าพระองค์หญิงแบนทรงแค้นพระทัยอย่างมากที่เวียดนามกระทำการย่ำยีประเทศชาติของพระนางจึงทรงติดต่อกับพระมารดาและพระมาตุลาของพระนางซึ่งประทับอยู่ที่เมืองพระตะบองและพระนางทรงวางแผนที่จะลี้ภัยไปยังสยาม ซึ่งทางสยามยินดีที่จะช่วยเหลือ แต่แผนการกลับรั่วไหลพระนางทรงถูกจองจำและไต่สวนความผิดที่กรุงพนมเปญ

สมเด็จพระจักรพรรดิมิน มางแห่งเวียดนามทรงประกาศถอดถอนสมเด็จพระมหาราชินีองค์มีและลดพระอิสริยยศของพระองค์หญิงทั้งสี่ ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2384 ทุกพระองค์ถูกจับและถูกคุมพระองค์มาที่เวียดนามพร้อมข้าราชบริพาร ในเวลานั้นพระบรมวงศานุวงศ์บางพระองค์ของพระองค์มีทรงถูกจองจำที่เกาะคอนสอน ตามเอกสารของฝ่ายไทยและกัมพูชาระบุไว้ว่าพระองค์หญิงแบนทรงถูกทหารเวียดนามจับใส่ถุงกระสอบถ่วงน้ำจนสิ้นพระชนม์ที่แม่น้ำโขงจากการเป็นทุรยศต่อเวียดนาม การกระทำเช่นนี้ของเวียดนามในสายตาของชาวกัมพูชาแล้วเท่ากับเป็นการ "...ทำลายล้างวงศ์เจ้านาย ไม่มีพระมหากษัตริย์ปกครองต่อไปจะให้เมืองเขมรวินาศแลให้อยู่ในเงื้อมมือของญวนฝ่ายเดียว..."

ในช่วงที่แผ่นดินกัมพูชาว่างกษัตริย์ เป็นระยะเวลาแห่งความสับสนวุ่นวายในกัมพูชา ขุนนางชาวกัมพูชาและผู้ติดตามจำนวนมากได้ก่อกบฏต่อต้านการปกครองเวียดนามในกรณีสิ้นพระชนม์ของพระองค์หญิงแบนและการจับกุมพระมหาราชินีองค์มี รัฐบาลเวียดนามในกรุงพนมเปญได้เรียกร้องไปยังรัฐบาลกลางให้เชิญพระองค์มีกลับมาเพื่อขจัดการก่อกบฏแต่สมเด็จพระจักรพรรดิมิน มางทรงปฏิเสธข้อเรียกร้อง อย่างไรก็ตามในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2348 ในเวลาที่พระนางเสด็จกลับพนมเปญได้มีการออกประกาศสู่ทางการท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนราชบัลลังก์ของพระนาง

พระมหาราชินีองค์มีทรงกลับคืนสู่ราชบัลลังก์อีกครั้งและพระองค์หญิงโพธิ์ พระขนิษฐาได้รับการเลือกให้เป็นองค์รัชทายาทในปีพ.ศ. 2387 อย่างไรก็ตามราชสำนักกัมพูชายังคงอยู่ภายใต้เวียดนามจนกระทั่งเดือนตุลาคม พ.ศ. 2389 เมื่อเวียดนามได้ปลดปล่อยพระราชธิดาของพระบาทสมเด็จพระนโรดม หริรักษ์รามาธิบดี(นักองค์ด้วง)และข้าราชบริพารชาวกัมพูชาได้มาร่วมกับนักองค์ด้วงที่กรุงอุดง

ขณะนั้นนักองด้วงมีพระชนมายุ 43 พรรษา หลังจากที่ทรงพำนักอยู่ในสยามเป็นเวลา 27 ปี จึงเดินทางกลับเขมรพร้อมกับกองทัพเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เพื่อรบกับญวนที่กำลังแผ่อำนาจเข้าสู่เขมรในช่วงนั้น โดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการว่า "หากเขมรสงบเรียบร้อยเมื่อใดให้อภิเษกพระองค์ด้วงขึ้นครองเขมร" ดังนั้น เมื่อกองทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สามารถจัดการเหตุการณ์ในเขมรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงมีการอภิเษกนักองค์ด้วงขึ้นครองราชสมบัติที่เขมรเมื่อพระชนมายุ 51 พรรษา มีพระนามว่า "สมเด็จพระหริรักษ์รามาอิศราธิบดี" ตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2390 โดยได้สืบราชสมบัติต่อจากพระราชินีองค์มี ผู้ซึ่งเป็นพระนัดดา

เครดิต
ภาพประกอบ : พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งสยาม ผู้ส่งกองทัพเข้ามากัมพูชาและมีพระบรมราชโองการว่า "หากเขมรสงบเรียบร้อยเมื่อใดให้อภิเษกพระองค์ด้วงขึ้นครองเขมร"
ขอบคุณข้อมูลจาก : พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่ 3 เจ้าพระยาทิพากรวงศ์

28/07/2026

สุดอัดอั้น! “นักร้องดังยุค 90” โพสต์ระบายถูกโกงทั้งเงิน ทั้งความไว้ใจ

📌 ทำเอาแฟน ๆ แห่ส่งกำลังใจให้ เต็น ธีรภัค นักร้องดังยุค 90s หลังเจ้าตัวโพสต์ข้อความยาวผ่านโซเชียล ระบายความอัดอั้นจากการถูกยักยอกและโกงเงิน จนกระทบทั้งการใช้ชีวิตและการทำงานเป็นเวลานานกว่า 2 ปี

- เจ้าตัวยอมรับว่า ช่วงที่ผ่านมาไม่มีแม้แต่แรงจะจับกีตาร์ แต่งเพลง หรือทำงาน พร้อมเผยว่าความเสียหายที่เจ็บปวดที่สุดไม่ใช่เรื่องเงิน แต่คือ เวลา ความรู้สึก และความไว้วางใจ ที่สูญเสียไป พร้อมประกาศให้เวลาอีกฝ่ายถึง วันที่ 31 กรกฎาคม หากยังไม่มีการรับผิดชอบหรือคืนทรัพย์สินที่ยักยอกไป ก็เตรียมเดินหน้าดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยย้ำว่า "ไม่มีเกียร์ถอย" และเชื่อว่า "เวรกรรมมีจริง"

#เต็นธีรภัค #นักร้องยุค90 #ถูกโกงเงิน #ข่าวบันเทิง #ข่าวโซเชียล #ทีวีพูล

28/07/2026
28/07/2026
 #ครูฑามก์มาบอก1. ทุกตำแหน่งในองค์กรมีบทบาทที่แตกต่างกัน แต่ล้วนมีความสำคัญต่อความสำเร็จร่วมกัน ไม่มีตำแหน่งใดที่สามารถท...
28/07/2026

#ครูฑามก์มาบอก

1. ทุกตำแหน่งในองค์กรมีบทบาทที่แตกต่างกัน แต่ล้วนมีความสำคัญต่อความสำเร็จร่วมกัน ไม่มีตำแหน่งใดที่สามารถทำให้องค์กรเดินหน้าด้วยตัวเองได้

2. ผู้นำมีหน้าที่กำหนดทิศทาง ผู้บริหารวางกลยุทธ์ หัวหน้าทีมประสานงาน ผู้เชี่ยวชาญลงมือปฏิบัติ และพนักงานแนวหน้าคือผู้สร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นจริง ทุกบทบาทเชื่อมโยงกันเป็นระบบ

3. การเคารพทุกตำแหน่งไม่ได้หมายถึงการให้เกียรติเฉพาะผู้บริหาร แต่คือการเห็นคุณค่าในงานของทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ระดับใดขององค์กร

4. องค์กรที่มีวัฒนธรรมแห่งความเคารพ จะเกิดความไว้วางใจ การสื่อสารที่ดี และการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้บุคลากรอยากเติบโตไปพร้อมกับองค์กร

5. ภาพนี้ใช้สัตว์เป็นสัญลักษณ์เพื่ออธิบายบทบาทในองค์กร ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบเชิงแนวคิด ไม่ได้หมายความว่าคนในแต่ละตำแหน่งมีคุณค่ามากหรือน้อยกว่ากัน แต่ต้องการสื่อว่าแต่ละบทบาทมีหน้าที่แตกต่างกัน และทุกระดับต่างเกื้อหนุนกันเพื่อให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน

#ครูฑามก์ชวนติดตาม
#ครูฑามก์ส่งเสริทการอ่าน

#ศิลป์สยามศูนย์เรียนรู้งานช่างไทย

28/07/2026

ที่อยู่

SilpSiam Center For Learning Thai Crafts
Pak Kret
11120

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ บ้านศิลป์สยาม เกาะเกร็ดผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท