19/05/2015
วันนี้เรามาต่อกันด้วย "วิธีดื่มชาแบบอังกฤษ" นะคะ ข้อมูลน่ารู้จากวิกิพีเดียเช่นเคยค่ะ :)
ชาในสหราชอาณาจักร
Cr. http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9
ข้อมูลจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
การดื่มชาเป็นมื้ออาหาร
ชุด “Cream tea” ที่ประกอบด้วยชาและสโคนกับครีมข้นและแยม
จากซ้ายไปขวา: แยม สโคน ครีมข้น กาชา นมในเหยือกเล็ก ที่กรองชา (หลังเหยือกนม) และถ้วยชา ถ้าเสิร์ฟพร้อมกับกาอีกกาหนึ่งก็มักจะเป็นกาที่ใหญ่กว่ากาที่มีใบชา และจะเป็นกาน้ำร้อนสำรองเพื่อใช้เติมในกาชาเมื่อเทชาในกาชาออกหมด
ชาไม่เพียงเป็นแค่เครื่องดื่มเท่านั้น แต่ยังหมายถึงอาหารว่างมื้อบ่าย (tea meal) ไม่ว่าเครื่องดื่มจะเป็นชาหรือไม่ แอนนา รัสเซลล์ ดัชเชสแห่งเบดฟอร์ดได้ชื่อว่าเป็นผู้ริเริ่มอาหารว่างมื้อบ่าย ราว ค.ศ. 1800 เพื่อแก้หิวระหว่างคอยอาหารค่ำ ซึ่งก็ยังประเพณีที่ปฏิบัติกันอยู่บ้างในปัจจุบัน
ประเพณีอีกอย่างหนึ่งทีเคยเป็นที่นิยมคือร้านน้ำชา (tea room) ซึ่งเป็นสถานที่ที่เสิร์ฟชาและสโคน (คล้ายมัฟฟินแต่ไม่หวาน) กับครีมข้น (Clotted cream) ซึ่งเป็นครีมที่ข้นเหมือนเนย) และแยมผลไม้ การดื่มกับสโคนกับครีมและแยมเรียกรวมกันว่า “Cream tea” แต่ประเพณีหมดความนิยมลงตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง การดื่มครีมทีจึงทำกันแต่ในบางโอกาส เดวอนและคอร์นวอลล์มีชื่อเสียงในเรื่องครีม การเรียก “Cream tea” มักจะทำให้เข้าใจผิดกันว่าเป็นการดื่มชากับครีมซึ่งไม่เป็นความจริง
บัตรชา
ระหว่างคริสต์ศตวรรษ 1940 จนถึงคริสต์ศตวรรษ 1980 ใบชาที่ขายเป็นกล่องในสหราชอาณาจักรอาจจะมีบัตรรูปอยู่ภายในกล่องที่มีขนาดเดียวกับบัตรบุหรี่ที่เป็นสิ่งที่มีความมุ่งหมายให้เป็นสิ่งสะสมสำหรับเด็ก บริษัทที่ขายชาใส่บัตรที่รู้จักกันดีก็มีชาไทฟู (Typhoo tea) และบรุคบอนด์ผู้ผลิต ชาพีจีทิพส์ (PG Tips) ที่ต่อมาแจกอัลบั้มให้ใส่บัตรด้วย รูปที่เป็นบัตรก็เขียนโดยศิลปินที่บริษัทจ้างมาเช่นชาร์ลส์ ทันนิคลิฟฟ์ ปัจจุบัน บัตรบางบัตรก็กลายเป็นของมีค่า
การดื่มชาของชาวอังกฤษในปัจจุบัน
การสำรวจของบริษัทอินฟอร์มา (Informa) ระบุว่าจำนวนการดื่มชาตามปกติในสหราชอาณาจักรมีแนวโน้มในทางที่ลดลง แต่การขายกาแฟในช่วงเดียวกันก็มิได้เพิ่มขึ้น ชาวอังกฤษหันไปดื่มสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าเช่นน้ำผลไม้ หรือชาที่ทำจากดอกไม้หรือผลไม้แทนที่ ที่แสดงให้เห็นจากสถิติของการดื่มเครื่องดื่มที่ว่าสูงขึ้นถึงอัตราร้อยละห้าสิบ ระหว่างปี ค.ศ. 1997 จนถึงปี ค.ศ. 2002 นอกจากนั้นสิ่งที่น่าสนใจคือสถิติของการขายชาและกาแฟที่ปราศจากคาเฟอีนในช่วงเดียวกันก็ลดลงมากยิ่งกว่าชาหรือกาแฟปกติ
.................................................................
พรุ่งนี้มาต่อกันด้วยวิธีชงชาแบบอังกฤษค่ะ :)